วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วิธีรักแร้ขาวสูตรธรรมชาติ ประหยัดงบที่คุณผู้หญิงไม่ควรพลาด


     การมีรักแร้ดำมีแต่จะทำให้คุณผู้หญิงหมดความมั่นใจ จะใส่เซื้อแขนกุดหน่อยก็ไม่ได้ ต้องคอยปกปิดอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ต้องกังวลไป ลองมาดูวิธีที่ช่วยให้คุณผู้หญิงรักแร้ขาวได้ง่ายๆ แบบไม่เปลืองเงินกัน

วิธีรักแร้ขาวสูตรธรรมชาติ ประหยัดงบที่คุณผู้หญิง ไม่ควรพลาด

1. จำไว้เลยว่า บรรดาพวกสารเคมีทั้งหลายที่คุณผู้หญิงหามาทานี่แหละ คือตัวการดีที่ทำรักแร้ดำ ดังนั้นแนะให้เปลี่ยนจากการใช้ครีมที่มีสารเคมีต่างๆ มาใช้เป็นวัตถุดิบที่ได้จากธรรมชาติ กันดีกว่า ถ้าอยากรักแร่ขาว ลองดูสูตรนี้ นำน้ำมะนาวผสมกับน้ำผึ้ง แล้วทาลงบนผิว บริเวณรักแร้ขอบคุณผู้หญิงเบาๆ จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก ด้วยน้ำสะอาด หมั่นทำบ่อยๆ แล้วคุณผู้หญิงจะเห็นว่าผิวบริเวณรักแร่จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปค่ะ

2. ใช้ผงสารพัดประโยชน์เบกกิ้งโซดา วิธีการก็คือ หลังจากที่คุณผู้หญิงอาบน้ำแล้ว ก็ใช้ผงเบกกิ้งโซดามาขัดที่ใต้วงแขนอย่างเบาๆ มือ จากนั้นทิ้งเอาไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยสบู่อีกหนึ่งรอบแล้วะเช็ดให้แห้งสนิท หลังจากการทำความสะอาด หมั่นทำสักอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เพียงแค่นี้ใต้วงแขนก็กลับมาขาวใสแล้วละคะ

3. สูตรสำหรับคุณผู้หญิงที่ชอบทำอาหาร แค่นำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำแตงกวา แล้วนำไปปั่นรวมกับขมิ้น จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดมาทาที่รักแร้ขอคุณผู้หญิง แล้วทิ้งเอาไว้ประมาณ 20 นาที แล้วคุณก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำบ่อยๆ เห็นความเปลี่ยนแปลงแน่นอนค่ะ

4. เพื่อให้ใต้วงแขนของคุณผู้หญิงขาวขึ้น อย่างเป็นที่น่าพอใจ ยกแขนท่าไหนก็มั่นใด้ทุกท่า ลองนำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำแอปเปิล (หากไม่มีก็สามารถใช้น้ำองุ่นขาวมาใช้แทนได้) จากนั้นให้ใช้สำลีหรือผ้าชุบน้ำที่ผสมแล้ว นำมาเช็ดบริเวณใต้วงแขนของคุณ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล้่าให้สะอาด เพียงเท่านี้งลแจนก็กลับมาค่อยๆ ขาวแล้วละคะ

5. หากในครัวของคุณมีน้ำแอปเปิล ไซเดอร์ วีนีก้า (Apple cider vinegar) อยู่แล้ว ไม่จำต้องไปหาซื้อส่วนผสมเพิ่มเติม หรือใช้สารเคมีอะไรมาช่วยทั้งนั้น เพราะแค่ขวดนี้ขวดเดียวก็เอาอยู่ เพียงแค่คุณผู้หญิงนำน้ำแอปเปิ้ล ไซเดอร์ วีนีก้าทาลงไปใต้วงแขนของคุณทุก ๆ วัน แต่ละครั้งให้ทาทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ด้วยวิธีนี้ใต้วงแขนก็จะขาวใสขึ้นแบบทันตาเห็นเลยล่ะ ว้าว น่าลองใช่ไหมละ ^^

6. ถ้าคุณผู้หญิงมีแตงกวา หรือมันฝรั่งติดครัวอยู่บ้าง ก็สามารถนำทั้งสองอย่างมาใช้ได้เช่นกัน โดยนำแตงกวา หรือมันฝรั่ง มาหั่นเป็นชิ้น บางๆ แล้ววางที่ใต้วงแขนของคุณสักประมาณ 20 นาที แต่หากคุณผู้หญิงเป็นคนใจร้อนไม่ชอบรอ ก็ให้นำมาขัดใต้วงแขนแทน เพียงเท่านี้วงแขนก็กลับมาขาวเนียนได้เหมือนกันค่ะ
      เป็นไงบ้างค่ะ ไม่ยากเลยใช่ไหม กับการคืนความความขาวให้ผิวใต้วงแขน เพียงแค่ใช้สูตรแบบธรรมชาติ ที่เราแนะนำกันดู รับรอง รักแร้ขาวใสอยู่ไม่ไกลเกินเอื้มแน่นอนค่ะ และที่สำคัญ ให้เลิกใช้สารเคมี พวก โรออนหรือสเปร์ยระง่ายกลิ่นกายซะ เพื่อจะได้เห็นผลอย่างเร็ววันทันใจนะคะ ^^
บทความโดย : Ladyvisa.com
ขอบคุณภาพจาก : cmprice.com

8 เมนูสำหรับคุณผู้หญิงอยากหุ่นเฟิร์ม

8 เมนูหุ่นสำหรับคุณผู้หญิงอยากหุ่นเฟิร์ม

     คุณผู้หญิงคนไหนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ทำไมน้ำหนักไม่ลด หุ่นไม่เฟิร์มสักที แบบนี้วีซ่าขอให้คุณผู้หญิงลองเช็คเมนูอาหารที่กินกันหน่อยว่า ในวันหนึ่งๆ คุณผู้หญิงทานอะไร กันเข้าไปบ้าง
ใครที่รู้ตัวว่ากินตามใจปากเป็นประจำ แล้วละก็ วีซ่าขอบอกเลยว่าด้วยเหตุนี้เอง หุ่นคุณผู้หญิงถึงไม่เป๊ะเฟิร์มซักทีสิหน่า
ลองหันมาเช็คพฤติกรรมการกินหลังการออกกำลังกายดูค่ะ ซึ่งตามคำแนะนำของ ดร.ไมค์ รัสเซล ที่ปรึกษาทางด้านโภชนาการชาวสหรัฐฯ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Six Pillars of Nutrition ได้เขียนไว้ในหนังสือว่าสำหรับคุณผู้หญิงที่อยากหุ่นเฟิร์มแล้วละก็ ให้ลองหันมากิน 8 เมนูต่อไปนี้ควรกินหลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จ เพราะมันดีต่อกล้ามเนื้อของคุณผู้หญิงอย่างมาก ลองมาดูกันเลยว่า 8 แปดเมนูที่ว่านี้มีอะไรบ้าง

1.โยเกิร์ตไขมัน 0%
เน้นว่าควรเป็นโยเกิร์ตไขมัน 0% จริงๆ แต่ถ้ามันจืดมากซะจนรับไม่ไหว ก็สามารถหาผลไม้อย่าง เบอร์รี่สด ใส่เพิ่มเข้าไปด้วยได้ และ ควรหลีกเลี่ยงโยเกิร์ตรสผลไม้ เพราะโยเกิร์ตประเภทนี้แฝงไว้ด้วยน้ำตาลในปริมาณสูงมากทีเดียว

2.ผลไม้อบแห้ง และถั่ว
นับเป็นเมนูเพิ่มโปรตีนเร่งด่วนที่ง่ายและมีคุณค่ามากๆ สำหรับร่างกายของคุณผู้หญิง แนะนำว่า คุณผู้หญิง อาจนำ ผลไม้อบแห้งและถั่วมาผสมกัน โดยกะสัดส่วนให้ได้อย่างละ ¼ ด้วย หรือจะใช้วิธีกะเอาด้วยการการผสมอย่างละ 1 กำมือของคุณผู้หญิงก็ได้ค่ะ

3.แซนวิชไก่ใส่ผักเยอะ ๆ
แซนวิชไก่ใส่ผักเป็นอีกเมนูที่อร่อยและน่าสนใจ เพราะเมนูนี้ ร่างกายของคุณผู้หญิงจะได้รับทั้งโปรตีนคาร์โบไฮเดรตและแร่ธาตุอื่น ๆ อย่างครบถ้วน ซึ่งคุณผู้หญิงสามาถ เพิ่ม คุณค่าไปที่การใส่ผักกาดหอมสด มะเขือเทศ และสามารถเลือกใช้ขนมปังโฮลวีต แล้วเพิ่มไข่ดาวอีกสักฟอง เพืื่อให้อิ่มท้องได้มากขึ้นอีกด้วย

4.สมูธตี้ผลไม้
เมนูนี้วีซ่าขอเน้นว่าควรเป็นสมูธตี้ผลไม้ที่คุณผู้หญิงทำเอง จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณแคลอรี่จากน้ำตาล เพราะคุณผู้หญิงสามารควบคุมได้เองโดยเลือกใช้โยเกิร์ตสูตรธรรมชาติ ไม่มีน้ำตาลและไขมัน 0% จากนั้นให้นำนมผง ผลไม้สดทั้งหลายที่อยากจะใส่เข้าไปมาปั่นรวมกันจนกลายเป็นสมูธตี้เพียงเท่านี้คุณผู็หญิงก็ได้สมูธตี้ที่ทำเองไว้ทานเพื่อสุขภาพที่ดีแล้วละคะ

5.ข้าวตัง
ข้าวตัง หรือข้าวพองอุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต มีแคลอรี่ต่ำอยู่ที่ประมาณ 30-40 แคลอรี่ต่อชิ้น แต่ถ้าอยากหาอะไรมาทานคู่เพื่อความไม่ซ้ำซากจำเจ วีซ่าขอแนะนำ ให้ทานคู่แยมผลไม้สูตรน้ำตาลน้อย หรืออาจทานคู่กับ เนย ถั่ว ชีส เป็นต้น คุณผู้หญิงจะได้มีท้อปปิ้งบางๆ ทานควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยเพิ่มรสชาตมากขึ้นเลยทีเดียวค่ะ
6.อาหารจานผัด
สำหรับคุณผู็หญิงท่านไหนที่ทานมังสวิรัติ แนะให้ลองเพิ่ม โปรตีนเข้าไปด้วย ด้วยการใส่ผัก เต้าหู้ หรือถั่วแระ ลงไปด้วย หรือหากคุณผู้หญิงที่ไม่ได้ทานมังสวิรัติก็อาจเพิ่มกุ้งเข้าไปด้วยเพียงเท่านี้ก็ได้รับสารอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้วละคะ

7.แพนเค้ก
แพนเค้กทานอร่อย แต่ควรระวังปริมาณเนยและน้ำตาลไซรัป ที่ใส่เข้าไปด้วยนะคะ สำหรับเมนูนี้สามรถใส่ไข่เพื่อเพิ่มโปรตีนให้ร่างกายได้ด้วยการ ใช้ไข่ขาว วประมาณ 1-2 ฟองตีแล้วผสมกับแป้งแพนเค้ก จากนั้นแล้วราดท็อปปิ้งด้วยชินนามอน หรือผลไม้แห้ง เพียงแค่นี้คุณผู้หญิงก็จะได้เมนูเติมพลังแสนอร่อยแล้วละคะ

8.น้ำผลไม้คั้นสด
ดร.ไมค์ แนะนำว่า สามรถจับคู่ได้กับขนมปังโฮลวีต เพราะร่างกายของคุณผู้หญิงจะได้เราจะได้ประโยชน์จากวิตามินซีในผลไม้เพิ่มมาด้วย แต่ขอแนะนำให้เลี่ยงพวกน้ำผลไม้บรรจุกล่องเพราะนอกจากจะไม่สดเท่าคั้นเองสดๆ แล้ว คุณผู้หญิงอาจได้รับปริมาณน้ำตาลมากกว่าปริมาณวิตามินซีได้
เมนูง่ายๆ ทำเองไม่ยากทั้ง 8 เมนูนี้ วีซ่าลองฝากไว้ให้กับผู้หญิงที่อยากมีหุ่นสวยไปลองทำทานกันดู ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง รับรองเห้นผลหุ่นเฟิรืมดูดีขึ้นแน่นอนค่ะ

**นอกจากนี้ขอทิ้ง Tips ทิ้งท้าย**
หลังออกกำลังกาย ร่างกายของคุณผู้หญิงต้องการสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนเพื่อนำไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่สึกหรอ เพื่อให้มีมวลกล้ามเนื้อที่แข็งแรง และยืดหยุ่นดีเข้ามาแทนที่ชั้นไขมันที่จะหายไป ดังนั้นคุณผู้หญิงทุกท่านจึงรู้สึกว่าออกกำลังกายแล้วหุ่นดูเฟิร์มขึ้นนั่นเอง….

บทความโดย : Ladyvisa.com
ขอบคุณภาพจาก : zazana.com

หยุดอาการคัดจมูกเรื้อรัง ด้วยคลื่นวิทยุ


ภาวะคัดจมูกเรื้อรัง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนทั่วไป เช่น เสียสมาธิในการเรียน การทำงาน ไม่มีความสะดวกในการทำกิจกรรมต่างๆ หรือแม้กระทั่งการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งบางกรณีทำให้เกิดภาวะนอนหลับยาก หรือนอนหลับไม่สนิท อันส่งผลต่อเนื่องทำให้เกิดภาวะง่วงในเวลากลางวันได้

สาเหตุของภาวะคัดจมูกเรื้อรังที่พบบ่อย


ภาวะ เยื่อบุจมูกส่วนล่าง (inferior turbinate) บวมโต ทำให้ปากทางของช่องจมูกแคบลง ส่งผลให้อากาศไม่สามารถผ่านช่องจมูกได้อย่างสะดวก ภาวะนี้อาจเกิดจากเยื่อบุจมูกอักเสบชนิดภูมิแพ้ที่เป็นเรื้อรัง ทำให้เยื่อบุจมูกส่วนล่างเกิดการบวมโตมากกว่าปกติ หรือเกิดจากการอักเสบเรื้อรังก็ได้

ภาวะสันจมูกคด ทำให้เกิดอาการคัดจมูกข้างใดข้างหนึ่งอยู่เสมอ ซึ่งภาวะนี้อาจเกิดร่วมกับภาวะเยื่อบุจมูกบวมโตก็ได้

การ อักเสบในช่องโพรงจมูกและไซนัส ภาวะการอักเสบของไซนัส จะทำให้มีมูกปนหนองไหลออกจากโพรงไซนัสมาที่บริเวณเยื่อบุจมูกตลอดเวลา ซึ่งส่งผลให้เกิดการบวมของเยื่อบุจมูกเรื้อรังได้เช่นกัน

ภาวะต่อมอดีนอยด์โต มักพบในผู้ป่วยเด็กที่มีภูมิแพ้จมูกอักเสบ หรือไซนัสอักเสบเรื้อรัง

การรักษา


แพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก จะทำการตรวจร่างกาย เพื่อวินิจฉัยภาวะคัดจมูกเรื้อรัง ว่ามาจากสาเหตุใด และให้การรักษาตามสาเหตุ เช่น ควบคุมภูมิแพ้ในผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากภูมิแพ้ ผ่าตัดแก้ไขสันจมูกในกรณีที่สันจมูกคดมาก หรือรักษาการติดเชื้อในกรณีมีการอักเสบติดเชื้อภายในช่องจมูก

สำหรับ ผู้ป่วยกลุ่มที่แพทย์วินิจฉัยว่า มีภาวะเยื่อบุจมูกส่วนล่างโต ส่งผลให้เกิดอาการคัดจมูก แม้ว่าจะทำการรักษาสาเหตุไปแล้ว แต่ยังมีอาการคัดจมูกเรื้อรังอยู่ ในปัจจุบันมีเครื่องมือที่เรียกว่า RF (Radio frequency) จะทำการปล่อยพลังงานคลื่นความถี่วิทยุผ่านเข็มเล็กๆ ซึ่งจะเหนี่ยวนำให้เนื้อเยื่อรอบๆ เข็มเกิดความร้อน และเกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อจากพังผืดเล็กๆ ที่เกิดขึ้นตามมาภายหลังทำการจี้เยื่อบุจมูก ซึ่งจะส่งผลให้เยื่อบุจมูกบริเวณที่จี้ไปเกิดการหดตัวเล็กลง ทำให้ทางเดินอากาศของช่องจมูกใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

การหดตัวของเยื่อบุ จมูกจะเริ่มหดตัวหลังทำการจี้ไปแล้ว 1-3 สัปดาห์ โดยการหดตัวทำให้ผู้ป่วยสามารถหายใจได้โล่งจมูกมากขึ้น ผู้ป่วยกว่าร้อยละ 80 จะยังรู้สึกหายใจโล่งแม้ว่าเวลาผ่านไปมากกว่า 1 ปี  การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถทำซ้ำได้ ถ้ามีอาการคัดจมูกจากเยื่อบุจมูกบวมโตกลับมาอีกครั้ง และผู้ป่วยบางราย นอกจากอาการคัดจมูกซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของการจี้เยื่อบุจมูกดีขึ้นแล้ว อาการ คัน จาม น้ำมูกไหล หรือเสมหะลงคอ ก็ลดลงได้เช่นเดียวกัน

การ จี้เยื่อบุจมูกนั้น สามารถทำแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยการใช้ยาชาเฉพาะที่ ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ หรือนอนโรงพยาบาล ใช้เวลาเพียง 15-30 นาที พักดูอาการหลังทำการจี้จมูกอีกประมาณ 30-60 นาที ก็สามารถกลับบ้านได้

การปฏิบัติตนและสิ่งที่ควรทราบหลังการรักษา


1.  ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังจากพักฟื้นเพียง 1-2 ชั่วโมง ยกเว้นบางรายที่แพทย์เห็นสมควรให้นอนพักนานขึ้น และผู้ป่วยจะได้รับยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด ยาลดบวม แล้วแต่อาการ

2.  หลังการรักษาสัปดาห์แรก อาการมักยังไม่ดีขึ้นทันที ผู้ป่วยอาจมีอาการแสบ หรือเจ็บภายในจมูก และมีน้ำมูกหรือ เลือดกำเดาออกเล็กน้อย ซึ่งอาการดังกล่าวมักจะหายไปเองในเวลาต่อมา

3.  หลังรักษาไปแล้ว 48-72 ชั่วโมง ควรล้างทำความสะอาดในช่องจมูกบริเวณที่รักษาเบาๆ โดยใช้น้ำเกลือ เพื่อป้องกันการเกิดสะเก็ดแผล ซึ่งเกิดจากน้ำมูกและคราบเลือดที่ค้างอยู่ ผู้ป่วยควรล้างจมูกวันละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย ยกเว้นมีเลือดออกมากให้หยุดล้างจมูกชั่วคราว และใช้ยาหยอดห้ามเลือดแทน

4. หลังรักษาโดยทั่วไปผู้ป่วยสามารถใช้ ชีวิต หรือทำกิจกรรมได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรงๆ หรือการกระแทกบริเวณจมูก และหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่หักโหมใน 24 ชั่วโมงแรก

5. ถ้ามีเลือดออกจากจมูก ควรนอนพัก ยกศีรษะสูง หยอดยาหยอดจมูกห้ามเลือด แต่ถ้าเลือดออกไม่หยุดควรไปพบแพทย์

หลัง จากทำการรักษาด้วยวิธีการจี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือ RF แล้ว แพทย์จะนัดผู้ป่วยทุกรายมาดูแผลครั้งแรกประมาณ 1 สัปดาห์หลังรักษา และหลังจากนั้นจะนัดมาเป็นระยะ หากอาการต่างๆ ไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร แพทย์จะแนะนำทางเลือกในการรักษาตามความเหมาะสมต่อไป

คลินิกหู คอ จมูก โรงพยาบาลเวชธานี