วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วิธีรักแร้ขาวสูตรธรรมชาติ ประหยัดงบที่คุณผู้หญิงไม่ควรพลาด


     การมีรักแร้ดำมีแต่จะทำให้คุณผู้หญิงหมดความมั่นใจ จะใส่เซื้อแขนกุดหน่อยก็ไม่ได้ ต้องคอยปกปิดอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ต้องกังวลไป ลองมาดูวิธีที่ช่วยให้คุณผู้หญิงรักแร้ขาวได้ง่ายๆ แบบไม่เปลืองเงินกัน

วิธีรักแร้ขาวสูตรธรรมชาติ ประหยัดงบที่คุณผู้หญิง ไม่ควรพลาด

1. จำไว้เลยว่า บรรดาพวกสารเคมีทั้งหลายที่คุณผู้หญิงหามาทานี่แหละ คือตัวการดีที่ทำรักแร้ดำ ดังนั้นแนะให้เปลี่ยนจากการใช้ครีมที่มีสารเคมีต่างๆ มาใช้เป็นวัตถุดิบที่ได้จากธรรมชาติ กันดีกว่า ถ้าอยากรักแร่ขาว ลองดูสูตรนี้ นำน้ำมะนาวผสมกับน้ำผึ้ง แล้วทาลงบนผิว บริเวณรักแร้ขอบคุณผู้หญิงเบาๆ จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก ด้วยน้ำสะอาด หมั่นทำบ่อยๆ แล้วคุณผู้หญิงจะเห็นว่าผิวบริเวณรักแร่จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปค่ะ

2. ใช้ผงสารพัดประโยชน์เบกกิ้งโซดา วิธีการก็คือ หลังจากที่คุณผู้หญิงอาบน้ำแล้ว ก็ใช้ผงเบกกิ้งโซดามาขัดที่ใต้วงแขนอย่างเบาๆ มือ จากนั้นทิ้งเอาไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยสบู่อีกหนึ่งรอบแล้วะเช็ดให้แห้งสนิท หลังจากการทำความสะอาด หมั่นทำสักอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เพียงแค่นี้ใต้วงแขนก็กลับมาขาวใสแล้วละคะ

3. สูตรสำหรับคุณผู้หญิงที่ชอบทำอาหาร แค่นำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำแตงกวา แล้วนำไปปั่นรวมกับขมิ้น จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดมาทาที่รักแร้ขอคุณผู้หญิง แล้วทิ้งเอาไว้ประมาณ 20 นาที แล้วคุณก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำบ่อยๆ เห็นความเปลี่ยนแปลงแน่นอนค่ะ

4. เพื่อให้ใต้วงแขนของคุณผู้หญิงขาวขึ้น อย่างเป็นที่น่าพอใจ ยกแขนท่าไหนก็มั่นใด้ทุกท่า ลองนำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำแอปเปิล (หากไม่มีก็สามารถใช้น้ำองุ่นขาวมาใช้แทนได้) จากนั้นให้ใช้สำลีหรือผ้าชุบน้ำที่ผสมแล้ว นำมาเช็ดบริเวณใต้วงแขนของคุณ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล้่าให้สะอาด เพียงเท่านี้งลแจนก็กลับมาค่อยๆ ขาวแล้วละคะ

5. หากในครัวของคุณมีน้ำแอปเปิล ไซเดอร์ วีนีก้า (Apple cider vinegar) อยู่แล้ว ไม่จำต้องไปหาซื้อส่วนผสมเพิ่มเติม หรือใช้สารเคมีอะไรมาช่วยทั้งนั้น เพราะแค่ขวดนี้ขวดเดียวก็เอาอยู่ เพียงแค่คุณผู้หญิงนำน้ำแอปเปิ้ล ไซเดอร์ วีนีก้าทาลงไปใต้วงแขนของคุณทุก ๆ วัน แต่ละครั้งให้ทาทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ด้วยวิธีนี้ใต้วงแขนก็จะขาวใสขึ้นแบบทันตาเห็นเลยล่ะ ว้าว น่าลองใช่ไหมละ ^^

6. ถ้าคุณผู้หญิงมีแตงกวา หรือมันฝรั่งติดครัวอยู่บ้าง ก็สามารถนำทั้งสองอย่างมาใช้ได้เช่นกัน โดยนำแตงกวา หรือมันฝรั่ง มาหั่นเป็นชิ้น บางๆ แล้ววางที่ใต้วงแขนของคุณสักประมาณ 20 นาที แต่หากคุณผู้หญิงเป็นคนใจร้อนไม่ชอบรอ ก็ให้นำมาขัดใต้วงแขนแทน เพียงเท่านี้วงแขนก็กลับมาขาวเนียนได้เหมือนกันค่ะ
      เป็นไงบ้างค่ะ ไม่ยากเลยใช่ไหม กับการคืนความความขาวให้ผิวใต้วงแขน เพียงแค่ใช้สูตรแบบธรรมชาติ ที่เราแนะนำกันดู รับรอง รักแร้ขาวใสอยู่ไม่ไกลเกินเอื้มแน่นอนค่ะ และที่สำคัญ ให้เลิกใช้สารเคมี พวก โรออนหรือสเปร์ยระง่ายกลิ่นกายซะ เพื่อจะได้เห็นผลอย่างเร็ววันทันใจนะคะ ^^
บทความโดย : Ladyvisa.com
ขอบคุณภาพจาก : cmprice.com

8 เมนูสำหรับคุณผู้หญิงอยากหุ่นเฟิร์ม

8 เมนูหุ่นสำหรับคุณผู้หญิงอยากหุ่นเฟิร์ม

     คุณผู้หญิงคนไหนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ทำไมน้ำหนักไม่ลด หุ่นไม่เฟิร์มสักที แบบนี้วีซ่าขอให้คุณผู้หญิงลองเช็คเมนูอาหารที่กินกันหน่อยว่า ในวันหนึ่งๆ คุณผู้หญิงทานอะไร กันเข้าไปบ้าง
ใครที่รู้ตัวว่ากินตามใจปากเป็นประจำ แล้วละก็ วีซ่าขอบอกเลยว่าด้วยเหตุนี้เอง หุ่นคุณผู้หญิงถึงไม่เป๊ะเฟิร์มซักทีสิหน่า
ลองหันมาเช็คพฤติกรรมการกินหลังการออกกำลังกายดูค่ะ ซึ่งตามคำแนะนำของ ดร.ไมค์ รัสเซล ที่ปรึกษาทางด้านโภชนาการชาวสหรัฐฯ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Six Pillars of Nutrition ได้เขียนไว้ในหนังสือว่าสำหรับคุณผู้หญิงที่อยากหุ่นเฟิร์มแล้วละก็ ให้ลองหันมากิน 8 เมนูต่อไปนี้ควรกินหลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จ เพราะมันดีต่อกล้ามเนื้อของคุณผู้หญิงอย่างมาก ลองมาดูกันเลยว่า 8 แปดเมนูที่ว่านี้มีอะไรบ้าง

1.โยเกิร์ตไขมัน 0%
เน้นว่าควรเป็นโยเกิร์ตไขมัน 0% จริงๆ แต่ถ้ามันจืดมากซะจนรับไม่ไหว ก็สามารถหาผลไม้อย่าง เบอร์รี่สด ใส่เพิ่มเข้าไปด้วยได้ และ ควรหลีกเลี่ยงโยเกิร์ตรสผลไม้ เพราะโยเกิร์ตประเภทนี้แฝงไว้ด้วยน้ำตาลในปริมาณสูงมากทีเดียว

2.ผลไม้อบแห้ง และถั่ว
นับเป็นเมนูเพิ่มโปรตีนเร่งด่วนที่ง่ายและมีคุณค่ามากๆ สำหรับร่างกายของคุณผู้หญิง แนะนำว่า คุณผู้หญิง อาจนำ ผลไม้อบแห้งและถั่วมาผสมกัน โดยกะสัดส่วนให้ได้อย่างละ ¼ ด้วย หรือจะใช้วิธีกะเอาด้วยการการผสมอย่างละ 1 กำมือของคุณผู้หญิงก็ได้ค่ะ

3.แซนวิชไก่ใส่ผักเยอะ ๆ
แซนวิชไก่ใส่ผักเป็นอีกเมนูที่อร่อยและน่าสนใจ เพราะเมนูนี้ ร่างกายของคุณผู้หญิงจะได้รับทั้งโปรตีนคาร์โบไฮเดรตและแร่ธาตุอื่น ๆ อย่างครบถ้วน ซึ่งคุณผู้หญิงสามาถ เพิ่ม คุณค่าไปที่การใส่ผักกาดหอมสด มะเขือเทศ และสามารถเลือกใช้ขนมปังโฮลวีต แล้วเพิ่มไข่ดาวอีกสักฟอง เพืื่อให้อิ่มท้องได้มากขึ้นอีกด้วย

4.สมูธตี้ผลไม้
เมนูนี้วีซ่าขอเน้นว่าควรเป็นสมูธตี้ผลไม้ที่คุณผู้หญิงทำเอง จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณแคลอรี่จากน้ำตาล เพราะคุณผู้หญิงสามารควบคุมได้เองโดยเลือกใช้โยเกิร์ตสูตรธรรมชาติ ไม่มีน้ำตาลและไขมัน 0% จากนั้นให้นำนมผง ผลไม้สดทั้งหลายที่อยากจะใส่เข้าไปมาปั่นรวมกันจนกลายเป็นสมูธตี้เพียงเท่านี้คุณผู็หญิงก็ได้สมูธตี้ที่ทำเองไว้ทานเพื่อสุขภาพที่ดีแล้วละคะ

5.ข้าวตัง
ข้าวตัง หรือข้าวพองอุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต มีแคลอรี่ต่ำอยู่ที่ประมาณ 30-40 แคลอรี่ต่อชิ้น แต่ถ้าอยากหาอะไรมาทานคู่เพื่อความไม่ซ้ำซากจำเจ วีซ่าขอแนะนำ ให้ทานคู่แยมผลไม้สูตรน้ำตาลน้อย หรืออาจทานคู่กับ เนย ถั่ว ชีส เป็นต้น คุณผู้หญิงจะได้มีท้อปปิ้งบางๆ ทานควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยเพิ่มรสชาตมากขึ้นเลยทีเดียวค่ะ
6.อาหารจานผัด
สำหรับคุณผู็หญิงท่านไหนที่ทานมังสวิรัติ แนะให้ลองเพิ่ม โปรตีนเข้าไปด้วย ด้วยการใส่ผัก เต้าหู้ หรือถั่วแระ ลงไปด้วย หรือหากคุณผู้หญิงที่ไม่ได้ทานมังสวิรัติก็อาจเพิ่มกุ้งเข้าไปด้วยเพียงเท่านี้ก็ได้รับสารอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้วละคะ

7.แพนเค้ก
แพนเค้กทานอร่อย แต่ควรระวังปริมาณเนยและน้ำตาลไซรัป ที่ใส่เข้าไปด้วยนะคะ สำหรับเมนูนี้สามรถใส่ไข่เพื่อเพิ่มโปรตีนให้ร่างกายได้ด้วยการ ใช้ไข่ขาว วประมาณ 1-2 ฟองตีแล้วผสมกับแป้งแพนเค้ก จากนั้นแล้วราดท็อปปิ้งด้วยชินนามอน หรือผลไม้แห้ง เพียงแค่นี้คุณผู้หญิงก็จะได้เมนูเติมพลังแสนอร่อยแล้วละคะ

8.น้ำผลไม้คั้นสด
ดร.ไมค์ แนะนำว่า สามรถจับคู่ได้กับขนมปังโฮลวีต เพราะร่างกายของคุณผู้หญิงจะได้เราจะได้ประโยชน์จากวิตามินซีในผลไม้เพิ่มมาด้วย แต่ขอแนะนำให้เลี่ยงพวกน้ำผลไม้บรรจุกล่องเพราะนอกจากจะไม่สดเท่าคั้นเองสดๆ แล้ว คุณผู้หญิงอาจได้รับปริมาณน้ำตาลมากกว่าปริมาณวิตามินซีได้
เมนูง่ายๆ ทำเองไม่ยากทั้ง 8 เมนูนี้ วีซ่าลองฝากไว้ให้กับผู้หญิงที่อยากมีหุ่นสวยไปลองทำทานกันดู ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง รับรองเห้นผลหุ่นเฟิรืมดูดีขึ้นแน่นอนค่ะ

**นอกจากนี้ขอทิ้ง Tips ทิ้งท้าย**
หลังออกกำลังกาย ร่างกายของคุณผู้หญิงต้องการสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนเพื่อนำไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่สึกหรอ เพื่อให้มีมวลกล้ามเนื้อที่แข็งแรง และยืดหยุ่นดีเข้ามาแทนที่ชั้นไขมันที่จะหายไป ดังนั้นคุณผู้หญิงทุกท่านจึงรู้สึกว่าออกกำลังกายแล้วหุ่นดูเฟิร์มขึ้นนั่นเอง….

บทความโดย : Ladyvisa.com
ขอบคุณภาพจาก : zazana.com

หยุดอาการคัดจมูกเรื้อรัง ด้วยคลื่นวิทยุ


ภาวะคัดจมูกเรื้อรัง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนทั่วไป เช่น เสียสมาธิในการเรียน การทำงาน ไม่มีความสะดวกในการทำกิจกรรมต่างๆ หรือแม้กระทั่งการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งบางกรณีทำให้เกิดภาวะนอนหลับยาก หรือนอนหลับไม่สนิท อันส่งผลต่อเนื่องทำให้เกิดภาวะง่วงในเวลากลางวันได้

สาเหตุของภาวะคัดจมูกเรื้อรังที่พบบ่อย


ภาวะ เยื่อบุจมูกส่วนล่าง (inferior turbinate) บวมโต ทำให้ปากทางของช่องจมูกแคบลง ส่งผลให้อากาศไม่สามารถผ่านช่องจมูกได้อย่างสะดวก ภาวะนี้อาจเกิดจากเยื่อบุจมูกอักเสบชนิดภูมิแพ้ที่เป็นเรื้อรัง ทำให้เยื่อบุจมูกส่วนล่างเกิดการบวมโตมากกว่าปกติ หรือเกิดจากการอักเสบเรื้อรังก็ได้

ภาวะสันจมูกคด ทำให้เกิดอาการคัดจมูกข้างใดข้างหนึ่งอยู่เสมอ ซึ่งภาวะนี้อาจเกิดร่วมกับภาวะเยื่อบุจมูกบวมโตก็ได้

การ อักเสบในช่องโพรงจมูกและไซนัส ภาวะการอักเสบของไซนัส จะทำให้มีมูกปนหนองไหลออกจากโพรงไซนัสมาที่บริเวณเยื่อบุจมูกตลอดเวลา ซึ่งส่งผลให้เกิดการบวมของเยื่อบุจมูกเรื้อรังได้เช่นกัน

ภาวะต่อมอดีนอยด์โต มักพบในผู้ป่วยเด็กที่มีภูมิแพ้จมูกอักเสบ หรือไซนัสอักเสบเรื้อรัง

การรักษา


แพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก จะทำการตรวจร่างกาย เพื่อวินิจฉัยภาวะคัดจมูกเรื้อรัง ว่ามาจากสาเหตุใด และให้การรักษาตามสาเหตุ เช่น ควบคุมภูมิแพ้ในผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากภูมิแพ้ ผ่าตัดแก้ไขสันจมูกในกรณีที่สันจมูกคดมาก หรือรักษาการติดเชื้อในกรณีมีการอักเสบติดเชื้อภายในช่องจมูก

สำหรับ ผู้ป่วยกลุ่มที่แพทย์วินิจฉัยว่า มีภาวะเยื่อบุจมูกส่วนล่างโต ส่งผลให้เกิดอาการคัดจมูก แม้ว่าจะทำการรักษาสาเหตุไปแล้ว แต่ยังมีอาการคัดจมูกเรื้อรังอยู่ ในปัจจุบันมีเครื่องมือที่เรียกว่า RF (Radio frequency) จะทำการปล่อยพลังงานคลื่นความถี่วิทยุผ่านเข็มเล็กๆ ซึ่งจะเหนี่ยวนำให้เนื้อเยื่อรอบๆ เข็มเกิดความร้อน และเกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อจากพังผืดเล็กๆ ที่เกิดขึ้นตามมาภายหลังทำการจี้เยื่อบุจมูก ซึ่งจะส่งผลให้เยื่อบุจมูกบริเวณที่จี้ไปเกิดการหดตัวเล็กลง ทำให้ทางเดินอากาศของช่องจมูกใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

การหดตัวของเยื่อบุ จมูกจะเริ่มหดตัวหลังทำการจี้ไปแล้ว 1-3 สัปดาห์ โดยการหดตัวทำให้ผู้ป่วยสามารถหายใจได้โล่งจมูกมากขึ้น ผู้ป่วยกว่าร้อยละ 80 จะยังรู้สึกหายใจโล่งแม้ว่าเวลาผ่านไปมากกว่า 1 ปี  การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถทำซ้ำได้ ถ้ามีอาการคัดจมูกจากเยื่อบุจมูกบวมโตกลับมาอีกครั้ง และผู้ป่วยบางราย นอกจากอาการคัดจมูกซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของการจี้เยื่อบุจมูกดีขึ้นแล้ว อาการ คัน จาม น้ำมูกไหล หรือเสมหะลงคอ ก็ลดลงได้เช่นเดียวกัน

การ จี้เยื่อบุจมูกนั้น สามารถทำแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยการใช้ยาชาเฉพาะที่ ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ หรือนอนโรงพยาบาล ใช้เวลาเพียง 15-30 นาที พักดูอาการหลังทำการจี้จมูกอีกประมาณ 30-60 นาที ก็สามารถกลับบ้านได้

การปฏิบัติตนและสิ่งที่ควรทราบหลังการรักษา


1.  ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังจากพักฟื้นเพียง 1-2 ชั่วโมง ยกเว้นบางรายที่แพทย์เห็นสมควรให้นอนพักนานขึ้น และผู้ป่วยจะได้รับยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด ยาลดบวม แล้วแต่อาการ

2.  หลังการรักษาสัปดาห์แรก อาการมักยังไม่ดีขึ้นทันที ผู้ป่วยอาจมีอาการแสบ หรือเจ็บภายในจมูก และมีน้ำมูกหรือ เลือดกำเดาออกเล็กน้อย ซึ่งอาการดังกล่าวมักจะหายไปเองในเวลาต่อมา

3.  หลังรักษาไปแล้ว 48-72 ชั่วโมง ควรล้างทำความสะอาดในช่องจมูกบริเวณที่รักษาเบาๆ โดยใช้น้ำเกลือ เพื่อป้องกันการเกิดสะเก็ดแผล ซึ่งเกิดจากน้ำมูกและคราบเลือดที่ค้างอยู่ ผู้ป่วยควรล้างจมูกวันละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย ยกเว้นมีเลือดออกมากให้หยุดล้างจมูกชั่วคราว และใช้ยาหยอดห้ามเลือดแทน

4. หลังรักษาโดยทั่วไปผู้ป่วยสามารถใช้ ชีวิต หรือทำกิจกรรมได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรงๆ หรือการกระแทกบริเวณจมูก และหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่หักโหมใน 24 ชั่วโมงแรก

5. ถ้ามีเลือดออกจากจมูก ควรนอนพัก ยกศีรษะสูง หยอดยาหยอดจมูกห้ามเลือด แต่ถ้าเลือดออกไม่หยุดควรไปพบแพทย์

หลัง จากทำการรักษาด้วยวิธีการจี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือ RF แล้ว แพทย์จะนัดผู้ป่วยทุกรายมาดูแผลครั้งแรกประมาณ 1 สัปดาห์หลังรักษา และหลังจากนั้นจะนัดมาเป็นระยะ หากอาการต่างๆ ไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร แพทย์จะแนะนำทางเลือกในการรักษาตามความเหมาะสมต่อไป

คลินิกหู คอ จมูก โรงพยาบาลเวชธานี

4 สูตรดื่มคู่น้ำอุ่นช่วยไดเอท หุ่นเพรียวได้

4 สูตรดื่มคู่น้ำอุ่นช่วยไดเอท หุ่นเพรียวได้

คุณผู้หญิงรู้ไหมค่ะ ว่าน้ำเปล่าก็สามารถช่วยให้คุณผู้หญิงไดเอทได้ เพียงแค่ทำตาม 4 สูตรนี้ที่วีซ่านำมาฝาก เพียงเท่านี้ก็มีหุ่นเพรียวได้ง่ายๆ แล้ว ซึ่งสูตรนี้จะช่วยจึงช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร และระบบเผาผลาญให้ทำงานดีขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถลดไขมัน สะสมตามจุดต่างๆ เพียงแค่ แนะนำสูตรดีๆ ดังนี้ค่ะ

น้ำอุ่น + มะนาว
เตรียมมะนาว นำมาฝานเป็นแผ่นบางๆ จากนั้น แช่มะนาวฝาน 1 ชิ้นลงใน น้ำอุ่น แล้วดื่ม กลิ่นน้ำมันหอมระเหยของมะนาวจะช่วยระงับความอยากอาหาร ทำให้คุณผู้หญิงกินอาหารน้อยลงได้ค่ะ

น้ำอุ่น + กีวี
เตรีมกีวี จากนั้นฝากบางๆ แล้วแช่กีวีที่หั่น 1 ชิ้นลงใน น้ำอุ่น จากนั้นเติมน้ำผึ้งเล็กน้อย แล้วให้คุณผู้หญิงดื่ม เนื่องจากในกีวีมีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีน และอุดมไปด้วยด้วยใยอาหาร จึงสามารถช่วยกระตุ้นการย่อยของกระเพาะอาหารได้

น้ำอุ่น + สะระแหน่
เตรียมสะระแหน่ สัก 3 ใบ จากนั้นให้คุณผู้หญิงนำลงไปแช่ในน้ำอุ่นแล้วนำมาดื่ม
ในสะระแหน่มีสรรพคุณในเรื่องของการกระตุ้นการเผาผลาญ และนอกจากนั้นน้ำมันหอมระเหยที่เย็นสดชืในสาระแหน่ยังสามารถทำให้สมองตื่นตัว และยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญให้ดีอีกด้วย ่

น้ำอุ่น + ใบงาขี้ม้อน (ใบชิโสะ) + เกลือ
แช่ใบงาขี้ม้อน 1 ใบลงใน น้ำอุ่น จากนั้้นเติมเกลือเล็กน้อย แล้วดื่ม จนหมด ในใบงาขี้ม้อนสามารถช่วยช่วยในการแก้ท้องผูก และยังสามารถกระตุ้นให้ขับถ่ายขอผู้หญิงให้สะดวกมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการช่วยฆ่าเชื้อโรค และสามารถป้องกันอาหารเป็นพิษได้อีกด้วย
  ขอแนะนำเพิ่มเติมว่า ให้คุณผู้หญิง ทานคู่กับอาหารโดย เน้นอาหารประเภทผักผลไม้ และออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยถึงจะสามารถ ควบคุมน้ำหนักได้อย่างดีและเห็นผลค่ะ

บทความโดย : Ladyvisa.com
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : นิตยสารชีวจิต

อาหารทั้ง 9 ที่ไม่ทำให้คุณผู้หญิงอ้วนอย่างที่คิด

อาหารทั้ง 9 ที่ไม่ทำให้คุณผู้หญิงอ้วนอย่างที่คิด

คุณผู้หญิงหลาย ๆ คนอาจจะปักใจเชื่อสนิทเลยว่า เนย นม ชีส หรือ ช็อกโกแลต เหล่านี้เป็นตัวการทำให้อ้วนแน่นอน แต่วีซ่าขอบอกว่าจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นอย่างที่คุณผู้หญิงคิดคะ ที่จริงแล้วคุณผู้หญิงสามารถทานอาหารเหล่านี้ได้ตามปกติ นอกจากนอาหารบางอย่างที่คุณผู้หญิงคิดว่าเป็นตัวการทำให้อ้วนนั้นก็ บางอย่างก็มีประโยชน์และดีต่อุขภาพอีกทั้งยังสามารถช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนักให้คุณผู้หญิงหุ่นดีอีกด้วยนะคะ แต่จะอาหารที่วีซ่าเอ่ยถึงจะมีอะไรบ้างนั้น เรามาดูกันเลยค่ะ

1. ขนมปัง
ขึ้นชื่อว่าขนมปังต้องมีคาร์โบไฮเดรตเยอะและทำให้อ้วนอย่างแน่นอน….
ที่จริงแล้วไม่ตริงเสมอไปค่ะ เพราะหากคุณผู้หญิงเปลี่ยนจากการกินขนมปังขาวมาเป็นกินขนมปังโฮลวีตแทน ก็ไม่ได้ทำให้อ้วนอย่างที่คิด เพราะการที่คุณผู้หญิงกินขนมปังโฮลวีตแผ่นบาง ๆ สัก 2-3 แผ่น โดยไม่ทาเนย หรือแยม ก็สามารถจะช่วยให้อิ่มท้องได้นาน และไม่เกิดอาการหิวอยู่บ่อย ๆ แล้วละค่ะ

2. ช็อกโกแลต
ติดลิสต์อันดับต้นๆ ของอาหารทำให้อ้วนในใจของคุณผู้หญิงอย่างแน่นอน แต่ที่จริงแล้วขึ้นอยู่กับว่าประเภทของช็อคโกแลตที่กินด้วยต่างหาก เช่น ดาร์ก ช็อกโกแลต ซึ่งเป็น
ช็อกโกแลตที่ให้ไขมันต่ำ

3. นมและผลิตภัณฑ์จากนม
ผลิตภัณฑ์จากนมไม่ได้ทำให้อ้วนอย่างที่คิด จากการศึกษาพบวา คนที่กินโยเกิร์ตไขมันต่ำ และนมพร่องมันเนยจะสามารถลดน้ำหนักได้ ถึง 22%เลยทีเดียว แถมยังลดไขมันในร่างกายได้ถึง 61% และลดไขมันหน้าท้องได้อีก 81% ภายในระยะเวลาเพียง 12 สัปดาห์เท่านั้น เห็นไหมว่าไม่ได้ทำให้คุณผู้หญิงอ้วนอย่างที่่คิดจริงๆ

4. อะโวคาโด
ถึงแม้ว่าอะโวคาโดจะมีไขมันสูงก็ตาม แต่ไขมันนั้นก็เป็นชนิด Monounsaturated ซึ่งดีต่อของคุณผู้หญิงมากๆ เพราะมีสารต้านแอนตี้ออกซิแดนท์อย่าง Glutathione ซึ่งจะไปบล็อกการดูดซึมไขมันบางตัวที่เป็นต้นเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระ สามารถช่วยป้องกันริ้วรอย และมะเร็งบางชนิดให้คุณผู้หญิงได้ด้วยอีกต่างหาก

5. น้ำตาล
การที่คุณผู้หญิงดื่มชาหวาน ๆ หรือกินขนมรสหวานบ่อยๆ จะช่วยระงับความหิวลงได้ แต่จะต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมไม่ควรทานจุกจิกหรือพร่ำเพรื่อ ถ้าไม่อย่างนั้นความอ้วนก็อาจถามหาได้ ซึ่งความจริงแล้วในหนึ่งวัน ร่างกายของคุณผู้หญิงควรด้รับน้ำตาลเข้าไปเพียง 4 ช้อนโต๊ะเท่านั้น ซึ่งไม่รวมถึงน้ำตาลที่อยู่ในนมและผลไม้

6. ถั่ว
แม้ว่าถั่วจะมีไขมันอยู่ถึง 50% แต่ไขมันที่ว่าขอบอกให้ทราบไว้ก่อนเลยว่า ในถั่วนี้มีไขมันเลวผสมอยู่น้อยมาก ๆ เพราะฉะนั้น ถั่วจึงเป็นอาหารที่ยิ่งกินจึงยิ่งดีต่อสุขภาพ และสำหรับปริมาณที่แนะนำให้คุณผู้หญิงกินใน 1 วัน คือ ไม่ควรกินเยอะเดิน 1 กำมือของตัวคุณเอง ไม่เช่นนั้น ก็อาจอ้วนเอาได้เหมือนกันค่ะ

7. มันฝรั่ง
ในมันฝรั่งมีคาร์โบไฮเดรตสูงมาก ซึ่งยิ่งกินมากก็อ้วนได้ง่ายๆ แต่จริง ๆ แล้วกลับไม่ใช่เรื่องจริงอย่างที่คุณผู้หญิงคิด เรื่องจริงคือ มันฝรั่งนี่แหละ คือเครื่องมือช่วยทำให้ผอม เพราะว่าจะช่วยให้คุณผู้หญิงอิ่มท้องได้นาน และไม่รู้สึกหิวง่าย หรืออยากทานจุกจิก

8. ชีส
การกินชีสไม่อ้วนอย่างที่คิด ถ้ากินแล้วเลือกชนิดและคุมปริมาณการกินไปด้วย เช่น ถ้าคุณผู้หญิงเลือกกินชนิด Cheddar หรือ Blue Vein ก็สามารถทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ได้เพราะจัดอยู่ในกลุ่มที่มีไขมันสูง แต่ถ้าคุณเลือกกิน Fetta, Ricotta และ Cottage Cheese ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่มีไขมันต่ำก็ไม่ทำให้อ้วนได้ง่ายๆ ค่ะ อย่าลืมนะคะต้องคุมปริมาณที่กินด้วย

9. กล้วย
คุณผู้หญิงหลาย ๆ คนไม่กล้ากินกล้วย เพราะมีความเชื่อว่า เชื่อว่าการกินกล้วยจะทำทำให้อ้วน แต่เรื่องจริงกลับไม่ใช่อย่างที่คุณผู้หญิงคิดเลยค่ะ เพราะกล้วยอาจมีคารโบไฮเดรตสูงกว่าผลไม้อื่นๆ ก็ตามแต่ มีค่า Glycaemic Index (GI) อยู่ที่ 55 ซึ่งถือว่าต่ำ มีผลให้ระดับอินซูลินโดยรวมต่ำลง จึงทำให้รู้สึกอิ่มนานและยืดเวลาความอยากอาหารออกไปค่ะ ทำให้คุณผู้หญิงไม่ทานจุกจิกเพราะอิ่มนานนั่นเองค่ะ
ขอบคุณภาพจาก : health.kapook.com
บทความโดย : Ladyvisa.com
ข้อมูลอ้างอิงโดย : นิตยสาร womanplus

วิธีกำจัดเซลลูไลท์ให้หายไปแบบง่ายๆ


     เซลลูไลท์ ถือเป็นหนึ่งปัญหาใหญ่สำหรับคุณผู้หญิง ไม่ว่าหุ่นแบบไหน สาวร่างใหญ่ ร่างเล็ก ก็มีโอกาสที่จะมีเซลลูไลท์ ได้เหมือนกันหมด
วิิธีเช็กดูว่าคุณผู้หญิงเซลลูไลท์หรือไม่ นั้นสามารถทำได้โดย บีบบริเวณผิวที่คุณผู้หญิงอยากลองเช็ค เมื่อเช็คแล้ว หากผิวบริเณนั้น ๆ เกิดลักษณะมีผิวคล้ายผิวเปลือกส้ม นั้นแสดงว่าคุณผู้หญิงกำลังมีเซลลูไลท์นั่นเองค่ะ

วิธีกำจัดเซลลูไลท์ให้หายไปแบบง่ายๆ

เซลลูไลท์เกิดจาก :
ผิวบริเวณนั้นเลือดไหลเวียนได้ช้า เนื่องมากจากในร่างกายของคุณผู้หญิงมีของเสียเกาะอยู่ตามเนื้อเยื่อ รวมถึง ของเหลวที่เป็นของเสียด้วย ซึ่งจะเข้าไปดันทำให้ไขมันที่อยู่บริเวณนั้นแข็งตัวจนเป็น ถุงขึ้นมา จึง ทำให้เลือดไหลเวียนตามร่างกายไของคุณผู้หญิงไม่สะดวก จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดการกระจุกอยู่ตามบริเวณต้นแขน ต้นขา หรือ สะโพก ของของคุณผู้หญิงนั่นเองค่ะ
วิธีกำจัด เซลลูไลท์ ด้วยวิธีง่ายๆ ด้วยตนเองดังนี้ :

1. ตื่นนอนในตอนเช้าก่อนแปรงฟัน แนะนำให้คุณผู้หญิงดื่มน้ำอุณหภูมิปกติ 2 แก้ว เพื่อช่วยทำให้ร่างกายตื่นตัว และช่วยเพิ่มการเผาผลาญในร่างกายให้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีอย่างมากต่อระบอบย่อยของคุณผู้หญิงนั่นเองค่ะ

2. พยายามดื่มนำ้อย่างน้อย 3 ลิตร เป็นอย่างน้อย แต่ไม่ใช่ควรดื่มรวดเดียวหมดเลย เพราะว่าอาจทำให้คุณผู้หญิงเกิดอาการบวมน้ำได้ ควรดื่มด้วยการค่อยๆ จิบน้ำทีละนิดๆ ซึ่งวิธีนี้แหละ สามารถช่วยคุณผู้หญิง ลด เซลลูไลท์ ต้นขาได้เป้นอย่างดี

3. ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ
หรือเครื่องดื่มจำพวกที่โฆษณาชวนเชื่อว่า สามารถทำให้คุณผู้หญิงลดความอ้วนได้ เพราะในเครื่องดื่มเหล่านั้นอุดมไปด้วยสารเติมแต่งความหวาน ซึ่งเมื่อคุณผู้หญิงดื่มเข้าไปความหวานเหล่านั้น อาจจะทำให้คุณไม่รู้สึกหิวสักพัก แต่อย่าลืมไปนะคะวา่า การดื่มสารเติมความหวานเข้าไปมากๆ ก็มีโอกาสเสี่ยงอ้วนได้ด้วยเช่นกันค่ะ

4. หลีกเลี่ยงการใส่กางเกงขาสั้น หรือกระโปรงสั้นๆ อยู่ในห้องแอร์ อย่าใส่กางเกงขาสั้น หรือกระโปรงสั้นๆ เพราะอากาศเย็น นั้นจะช่วยทำให้ร่างกายของคุณผู้หญิงสร้างไขมันเพื่อช่วยทำให้้ร่างกายอบอุ่น และก็จะทำให้บริเวณดังกล่าว สะสมไขมันเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

5. หมั่นนวดบริเวณที่เกิดเซลลูไลต์ เพื่อเป็นการกระตุ้นร่างกาย ด้วยวิธการ กางนิ้วทาบลงที่ขาเริ่มจากข้อเท้า โดยนวดขึ้นมาที่ขาอ่อน เน้นจุดที่มันหยุ่นๆ นิ่มๆ เหมือนฟองน้ำ ทำซ้ำกับอีกข้างทุกๆ เช้า อดทนหน่อย เมื่อทำควบกับอีก 2 วิธี ไม่ช้ามันก็จะลดลงได้

6. เปลี่ยนการรับประทานอาหารจากไขมันไม่ดี ด้วยการรับประทานไขมันดีเข้าไป หลีกเลี่ยงอาหารฟาสต์ฟู้ด นมเนย อาหารผสมสีอาหารเทียม เพื่อไม่ให้ตับทำงานหนักมากเกินไป

7. ออกกำลังกายด้วยการวิ่ง เล่นฟิตเนส จะช่วยเร่งให้เกิดการไหลเวียนของเลือดได้ดี ยกน้ำหนัก จะช่วยลดการไหลเวียนของเลือดได้ดี หรือการออกกำลังกายเฉพาะส่วนก็จะช่วยให้กระชับและสลายไขมันได้รวดเร็วขึ้น

8. หาซื้อปกทาโลชั่นที่ช่วยลดเซลลูไลต์ ซึ่งอาจจะได้ทั้งลด เซลลูไลท์ และอีกทั้งยังได้บำรุงผิวไปด้วย ไม่ต้องตบจนผิวแดงอย่างที่ เห็นใครเค้าทำกันนะคะ เพียงแค่นวดจนครีมซึมเข้าผิวก็พอค่ะ เพราะครีมพวกนี้ พอทาแล้วควรนวดเพื่อให้ครีมซึมเข้าผิวและ การนวดก็เป็นการกระตุ้นไม่ให้ไขมันมารวมกันนั่นเองค่ะ

ด้วยวิธีง่ายๆ เหล่านี้ ก็สามารถช่วยให้คุณผู้หญิง ลด เซลลูไลต์ ลงได้เยอะทีเดียว แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ที่คุณผู้หญิงควรทำควบคู่ไปด้วยกันนั่นก็คือ
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และ การควบคุมอาหารควบคู่ไปด้วย เพียงเท่านี้ เจ้าเซลลูไลท์ตามร่างกายของคุณผู้หญิงก็จะค่อยๆ หายไป และยังไม่กลับคืนมาแบบง่ายๆ ด้วยอีกนะคะ
ขอบคุณภาพจาก : women.kapook.com
บทความโดย : Ladyvisa.com



10 วิธีชาร์จพลังให้กับตัวคุณเอง

10 วิธีชาร์จพลังให้กับตัวคุณเอง
หากคุณผู้หญิงมีอาการเช่นนี้ ในวันทำงานตื่นยาก รู้สึกมีอาการเหน็ดเหนื่อยล้า ไม่อยากไปทำงาน หาข้อแก้ตัวโทรลางาน หรือ หงุดหงิดไม่แจ่ใสในวันทำงาน ถ้ารู้ตัวว่าเป็นแบบนี้ละก็ลองมาดูวิธีชาร์จพลังที่เรานำมาฝากแล้วรีบปฎิบัติตามกันเลย เพื่อชาร์จพลังคืนความสดใสในวันทำงานให้กลับคืนมา
1. เลิกคบกับคาเฟอีนซะ
แม้เครื่องดื่มพวก กาแฟที่มีคาเฟอีนจะมีผลดีต่อการกระตุ้นประสาท และเป็นที่นิมในหมู่คนทำงาน
แต่เลิกจะเป้นผลดีต่อร่างกายมากกว่าค่ะ ถ้าอยากดื่ม ลองหันมาดื่มเครื่องดื่มจำพวก ชาดีกว่าค่ะ เพราะชา ก็สามารถกระตุ้นร่างกายให้สดชื่นได้เช่นกัน นอกจากนั้นยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและมะเร็งได้อีกต่างหาก
2. เลิกสูบบุหรี่
รู้กันเป็นอย่างดี ว่าไม่ดีต่อสุขภาพอย่างไร ^^ ก็เลิกสูบบุหรี่หันไปเคียวหมากฝัร่งแทนดีกว่านะคะ
3. ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
คุณผู้หญิงบางคนอาจเคยได้ยินมาว่า การดื่มแอลกอฮอล์ 1-2 แก้วต่อวัน จะช่วยป้องกันหัวใจล้มเหลว นั่นคือผลดีสำหรับคุณผู้ชายและหญิงสูงวัยเท่านั้น แต่สำหรับในผู้หญิงสาว ๆ ผลจะตรงข้าม คือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมให้สูงขึ้น
4. กินให้พอดี ๆ และเลี่ยงของหวานหรือมีน้ำตาลสูง
5. ทานอาหารเชิงโภชนาการให้มากขึ้น
ทานอาหารที่มี ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม วิตามินบีรวม วิตามินซี ฯลฯ ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้ สามารถพบได้ในอาหารธรรมชาติปลอดสารพิษทั่วไปนั่นเองค่ะ
6. ทำตัวให้แอ็คทีฟอยู่เสมอ
ด้วยการออกกำลังเป็นประจำ หรือหมั่นออกไปสัมผัสธรรมชาติที่สดชื่นปลอดโปร่งเช่น ไปเดินเล่นที่สวนหน้าบ้าน หรือ สวนสาธารณะดูบ้าง
7. ฝึกโยคะ
ประมาณวันละ 15 – 30 นาที เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลายและรับออกซิเจนได้เต็มที่
8. ปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้น่าอยู่ ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน
จัดวางสิ่งของให้สวยงามสบายตา และสะอาดสดชื่น น่าอยู่น่าทำงาน
9.อยู่อย่างเป็นสุข
ฟังดูง่ายแต่อจทำยากค่ะ แต่ที่แน่คุณผู้หญิงสามารถเริ่มด้วยการปรับทัศนคติคิดในแง่บวก พยายามหัวเราะให้ง่าย หาเพื่อนหรือครอบครัวไว้เป็นที่ปรึกษา เมื่อมีปัญหา ไม่แบกรับปัญหาแต่ลำพังหรือเก็บไว้คนเดียว สิ่งเหล่านี้มีผลต่อระบบประสาทของคุณผู้หญิงโดยตรงทีเดียวค่ะ
10. เรียนรู้ที่จะผ่อนคลาย
เริ่มด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างนั่งหลับตา เพื่อผ่อนคลาย หรือ เล่นดนตรี ฟังเพลง ไปหรือพักผ่อนโดยการนอนหลับ ด้วยการ อายน้ำให้สบายตัว จุดอโรม่าอ่อนในห้องนอน หรือ หาเครื่องดื่มอุ่นๆ ดื่มก่อนนอน
 
บทความโดย : Ladyvisa.com
ขอบคุณภาพจาก : newzone.sso.go.th

วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ทำอย่างไรเพื่อให้สมองดีขึ้น

การเพิ่มสมรรถภาพสมองและความจำ

   เมื่อสมองแจ่มใส จิตใจเบิกบาน ความจำเป็นเลิศ ไม่ว่าจะทำอะไรก็มั่นใจ ไร้ความวิตกกังวล แต่สภาพสังคมในปัจจุบันช่างเป็นอุปสรรคต่อการจดจำสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในแต่ละวันเสียจริง จนทำให้หลายๆ คนมีอาการหลงลืมและพลาดเรื่องสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย แต่นักวิจัยเขามีเคล็ด (ไม่) ลับ การดูแลสุขภาพสมองและความจำมาฝากกัน
       สภาพสังคมที่สับสนวุ่นวายและตึงเครียดมีส่วนชักนำให้สมองและความจำของคนเราด้อยศักยภาพ ส่งผลให้ขาดประสิทธิภาพในการเรียนรู้และการทำงาน เหล่านักวิจัยจาก ม.ขอนแก่น ที่มาร่วมงานประชุมวิชาการระดับชาติครั้งแรกของประเทศด้านประสาทวิทยาศาสตร์ (The First National Conference o­n Neuroscience) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 มี.ค.51 ที่ผ่านมา มีคำแนะนำดีๆ สำหรับกระตุ้นการเรียนรู้และความจำมาฝากกัน
 กินแบบไหนช่วยให้สมองและความจำดีขึ้นได้
       ผศ.ดร.จินตนาภรณ์ วัฒนธร หัวหน้ากลุ่มวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพและการเพิ่มประสิทธิภาพสมอง คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น เผยว่าการทำงานของสมองนั้นเกี่ยวข้องกับสารสื่อประสาท โดยเฉพาะ อะซีทิลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพความจำของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (hippocampus) และอาหารหลายชนิดมีส่วนช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น

  ในพืชผักจำพวกหอมหัวใหญ่ พริก ขิง เหล่านี้มีสารสำคัญที่ช่วยเพิ่มเซลล์สมองส่วนฮิปโปแคมปัส และกระตุ้นการหลั่งอะซีทิลโคลีน ส่งเสริมให้ความจำดีขึ้นได้ สาระสำคัญในใบบัวบกช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของสมอง ทำให้สมองตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ดี สมาธิดี และความจำดีขึ้น

       สารทอรีน (taurine) ที่พบเฉพาะในโปรตีนจากเนื้อสัตว์เท่านั้น ช่วยบำรุงสมองและจำเป็นต่อการดำรงอยู่ของเซลล์สมอง ส่วนกรดโฟลิก (folic acid) ที่พบมากในผักใบเขียว จำเป็นต่อการสังเคราะห์ดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยป้องกันไม่ให้ทารกที่เกิดมาพิการทางสมองส่วนโอเมกา 3 (omega 3) ซึ่งพบมากในปลาทะเล และเป็นสารสำคัญที่ช่วยให้เซลล์ประสาททำงานได้อย่างเป็นปกติ ช่วยลดการเกิดพังผืด (plaque) ในสมองและป้องกันอัลไซเมอร์ได้

       "โดยทั่วไปหากกินอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอในแต่ละวันทำให้ร่างกายได้รับสารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพออยู่แล้ว แต่ในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่จำเป็นเสริม เช่น ในรูปผลิตเสริมอาหารชนิดเม็ดหรือแคปซูล ก็ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจปนเปื้อนมากับผลิตภัณฑ์เหล่านั้น เช่น โลหะหนัก หรือสารหนู" ผศ.ดร.จินตนาภรณ์ แนะนำ

       ออกกำลังอย่างไรให้สมองแจ่มใส สุขภาพดีทั้งกายและใจ

       ผศ.ดร.สุภาพร มัชฌิมะปุระ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ให้ข้อมูลว่าจากการศึกษาของนักวิจัยทำให้รู้ว่าการออกกำลังกายนั้นมีผลต่อการทำงานของสมองโดยตรง เพราะการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด อัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดียิ่งขึ้น
       เซลล์สมองจำเป็นต้องใช้พลังงานมาก เมื่อได้รับพลังงานอย่างเพียงพอสมองก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ชะลอการเสื่อมของเซลล์สมองให้ช้าลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท ส่งเสริมการเรียนรู้และความจำให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในเด็กจะช่วยให้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้รวดเร็ว

       อีกทั้งการออกกำลังกายยังเป็นการแสดงออกถึงความเครียดเล็ก ซึ่งเมื่อออกกำลังกายเป็นประจำเสมือนเป็นการฝึกให้สมองอดทนต่อความเครียดไปในตัว ช่วยลดภาวะความซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี

       การออกกำลังกายที่ดีต่อสมองนั้นควรออกกำลังกายให้หลากหลายประเภท เพื่อเป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ของสมองจากการได้ฝึกฝนทักษะใหม่ๆ เช่น การเดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือเต้นแอโรบิก เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้เราได้พบปะผู้คนและมีปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมที่หลากหลาย ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและลดภาวะซึมเศร้าได้

       สำหรับผู้ที่เริ่มต้นออกกำลังกายควรเริ่มจากทีละไม่มาก 10 นาทีต่อครั้ง, 3 ครั้งต่อวัน และค่อยพัฒนาไปเป็น 15-30 นาทีต่อครั้ง, 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ที่สำคัญอย่าหักโหมเกินไป อาจให้โทษมากกว่าประโยชน์

       ส่วนเด็กๆ ก็ควรละสายตาจากคอมพิวเตอร์แล้วเปลี่ยนไปวิ่งเล่นออกกำลังกายกับเพื่อนวัยเดียวกัน จะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้และความคิดได้เป็นอย่างดี และใครที่ยังหาเวลาออกกำลังกายอย่างจริงจังไม่ได้ การยืดเส้นยืดสายหรือขยับร่างกายอยู่บ่อยก็ช่วยได้

       กระตุ้นสมองและความจำด้วย "สุคนธบำบัด"

       ศาสตร์และความเชื่อแห่งสุคนธบำบัดหรือการบำบัดด้วยกลิ่น (aromatherapy) มีมานานนับพันปี มาถึงศตวรรษนี้ก็ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าได้ผลดีจริง รศ.ดร.เจียมจิต แสงสุวรรณ คณะพยาบาลศาสตร์ เผยผลการวิจัยในประเทศอังกฤษว่า ได้มีการทดลองให้อาสาสมัครจำนวนหนึ่งทดลองดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบก่อนทำงานทุกคน พบว่าทุกคนมีสมาธิดีและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

       จากนั้นแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 4 กลุ่ม และให้ดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบอีกครั้งหนึ่ง โดยกลุ่มแรกให้ดมก่อนนอน กลุ่มที่ ให้ดมขณะกำลังเคลิ้มหลับ กลุ่มที 3 ให้ดมขณะหลับลึก และกลุ่มที่ 4 ให้ดมหลังจากตื่นนอน ซึ่งจากการตรวจวัดคลื่นสมองและทดสอบความจำผลปรากฏว่ากลุ่มที่ได้รับกลิ่นขณะหลับลึกสามารถจดจำงานที่ทำไปก่อนหน้านั้นได้ดีที่สุดนักวิจัยจึงสรุปว่ากลิ่นนั้นช่วยให้สมองมีความจำดีในขณะเรียนรู้ได้ และยังช่วยเปลี่ยนให้เป็นความจำระยะยาวได้ในขณะนอนหลับลึก

       รศ.ดร.เจียมจิต จึงแนะนำว่าการนำกลิ่นกุหลาบไปใช้ในห้องเรียนสามารถช่วยให้เด็กนักเรียนมีสมาธิและความจำดีขึ้น ตื่นตัวและตั้งใจเรียนมากขึ้น คุยกันน้อยลง และกลิ่นกุหลาบนี้ยังช่วยบรรเทาอาการก้าวร้าว การมีจิตใจฝังลึกในผู้ป่วยจิตเวทได้ด้วย

       นอกจากนี้กลิ่นโรสแมรีและกลิ่นเปปเปอร์มินท์ช่วยให้สมองตื่นตัวต่อการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ความจำดีขึ้น กลิ่นมะนาวช่วยกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท ลดความตึงเครียด ทำให้จิตใจสงบ เช่นเดียวกับลาเวนเดอร์ และกลิ่นส้ม ซึ่งช่วยให้คนไข้ในคลินิกทันตกรรมสามารถรอนานได้โดยไม่ฉุนเฉียวและบ่นน้อยลง อย่างไรก็ดีกลิ่นส้มหรือซิตรัส (citrus) นี้ไม่ควรใช้กับหญิงตั้งครรภ์ เพราะอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์.

10 ที่เที่ยวในหน้าหนาวของไทย




อากาศบ้านเราเริ่มหนาวแล้ว สถานที่ต่างๆ เริ่มมีบรรดานักท่องเที่ยว ทยอยขึ้นดอยสัมผัสความหนาว ทะเลหมอก น้ำค้าง และสายลมกันบ้างแล้ว ชีวิตคนเมืองอย่างเราไม่ค่อยได้สัมผัสอากาศหนาวเท่าไรนัก (นอกจากความหนาวจาก แอร์คอนดิชั่น) แต่ถ้าเป็นต่างจังหวัด ก็พอจะมีโอกาสได้รับรู้ถึงความหนาวกันบ้าง ยิ่งบนยอดดอยไม่ต้องพูดถึง บางแห่งหนาวเกือบตลอดทั้งปี

สำหรับวันนี้ เรามีสถานที่ ที่น่าสนใจ 10 แห่ง ที่มักจะมีนักท่องเที่ยวขึ้นมาสัมผัสความหนาวให้ได้รู้จักกัน ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่อยู่ในเขตเทือกเขาทางภาคเหนือ ลองมาดูกันซิคะว่าเราเคยไปเที่ยวกันครบทั้งสิบแห่งหรือยัง
 
 



1. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 
ชื่อนี้มักจะเป็นติดอันดับต้นๆ ของการท่องเที่ยว เดิมชื่อว่า ดอยหลวง หรือ ดอยอ่างกา ดอยหลวง หมายถึงภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ส่วนที่เรียกว่า ดอยอ่างกานั้น เพราะมีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งลักษณะเหมือน อ่างน้ำ มีฝูงกาไปเล่นน้ำกันมากมาย จึงเรียกว่า อ่างกา หรือ ดอยอ่างกา

ดอยอินทนนท์ เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย (2,599 เมตร) จึงทำให้มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ มี น้ำตกแม่ยะ น้ำตกแม่กลาง น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ ถ้ำบริจินดา โครงการหลวงอินทนนท์ และ เส้นทางศึกษาธรรมชาติหลายจุด
 
 





น้ำตกแม่ยะน้ำสีโคลน


2. ดอยอ่างขาง 
เป็นที่ตั้งสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ภายในสถานีมีโครงการวิจัยผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ แปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาว สวนบอนไซ มีการจำหน่ายผลิตผลพืชผักเมืองหนาวที่ปลูก ในบริเวณโครงการฯ ให้แก่นักท่องเที่ยวตามฤดูกาล ในสถานีฯ มีที่พัก และมีสถานที่กางเต็นท์บริการแก่นักท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ





3. เขาค้อ – อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ 

เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ชื่อว่าเขาค้อเป็นเพราะ ป่าบริเวณนี้มีต้นค้อขึ้นอยู่มาก เนื่องจากภูมิอากาศบนเขาค้อเย็นตลอดปี ค่อนข้างเย็นจัดในฤดูหนาว และมีทัศนียภาพสวยงาม จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่ง ของเพชรบูรณ์ สถานที่น่าสนใจบนเขาค้อได้แก่ อนุสาวรีย์จีนฮ่อ ฐานอิทธิเจดีย์ พระบรมสารีริกธาตุเขาค้อ หอสมุดนานาชาติเขาค้อ พระตำหนักเขาค้อ น้ำตกศรีดิษฐ์ สวนสัตว์เปิดเขาค้อ และเนินมหัศจรรย์ หมู่บ้านคุ้มจุดชมวิวกิ่วลม หมู่บ้านนอแล และหมู่บ้านขอบด้ง หมู่บ้านหลวง


อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของแม่น้ำหลายสาย สถานที่น่าสนใจ ในเขตอุทยานฯ ได้แก่ ทุ่งหญ้ากงวัง ถ้ำผาหงษ์ สวนสนบ้านแปก สวนสนภูกุ่มข้าว น้ำตกซำผักคาว น้ำตกทรายแก้ว น้ำตกทรายเงิน น้ำตกเหวทราย น้ำตกทรายทอง ภูผาจิต หนองปลาไหล หนองน้ำขุ่น น้ำตกตาดพรานบา ผาล้อม ผากอง ถ้ำใหญ่น้ำ


4. อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง 
ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี มีเทือกเขาและภูเขาสูง สลับซับซ้อน ครอบคลุมอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภูเขาที่สูงที่สุด คือ ดอยช้าง เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีลำห้วยน้อยใหญ่มากมาย ฤดูหนาวอากาศเย็น ลมแรง




5. ภูชี้ฟ้า-ผาตั้ง จ.เชียงราย 
ภูชี้ฟ้า เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง มีลักษณะเป็นยอดเขาที่แหลมชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า ยิ่งตอนที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นมาตรงระหว่างปลายยอดเขา จะดูเหมือน เสือคาบแก้วมาก มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตร ส่วนของหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว


ดอยผาตั้ง อยู่บนเทือกดอยผาหม่น เป็นจุดชมวิวสองฝั่งโขง ไทย-ลาว และทะเลหมอก บนดอยมีหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า โดยเฉพาะ ชาวจีนฮ่อนั้น อดีตเคยเป็น ส่วนหนึ่งของกองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามา ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ดอยผาตั้งนี้ ปัจจุบันประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืชเมืองหนาว เช่น บ๊วย ท้อ สาลี่ แอปเปิ้ล



6. อุทยานแห่งชาติภูกระดึง 
เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่ง ของเมืองไทย เพราะมีสภาพธรรมชาติสมบูรณ์ประกอบด้วยระบบนิเวศและ ภูมิประเทศหลากหลาย ทั้งทุ่งหญ้า ป่าสนเขา ป่าดิบ น้ำตกและ หน้าผาชมทิวทัศน์ ลักษณะเด่นของอุทยานฯ แห่งนี้คือเป็นภูเขาหินทราย ยอดตัด เป็นที่ราบขนาดใหญ่คล้ายใบบอนหรือรูปหัวใจ มีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีความสูง 400-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง จุดท่องเที่ยวประทับใจได้แก่ ผานกแอ่น ผาหล่มสัก ผาหมากดูด น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกถ้ำสอเหนือ-ใต้ สระอโนดาด เป็นต้น




7. อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า 
ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัดคือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย ไร่ภูหินร่องกล้ามียอดเขาสูง 1,617 เมตร มีทิวทัศน์สวยงาม ปกคลุมด้วยป่าเต็งรังป่าดิบเขา และป่าสนเขา มีสนสองใบและสนสามใบ ขึ้นปะปนกัน และพบกล้วยไม้ดอกไม้ป่าหลายชนิดขึ้นอยู่ตามลานหิน เคยเป็นศูนย์กลางที่ตั้งฐานที่มั่นการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ และสำคัญที่สุดของภาคเหนือ จุดที่น่าสนใจ ลานหินปุ่ม ลานหินแตก น้ำตกหมันแดง เป็นต้น


   

8. ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ – ดอยแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

ดอยแม่อูคอ เป็นทุ่งดอกบัวตองที่มีพื้นที่ครอบคลุมเป็นเขากว้าง ประมาณ 1 พันไร่ ดอกบัวตองที่นี่เมื่อบานพร้อม ๆ กันในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม จะเหลืองอร่ามปกคลุมทั่วทั้งภูเขา ดอยแม่เหาะ อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 10-8 ตรงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 84 เขตตำบลแม่เหาะ เป็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จังหวัดแม่ฮ่องสอน บริเวณนี้ มีภูมิประเทศที่งดงาม มีชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง อยู่เป็นส่วนมาก ในเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม ของทุกปี ดอกบัวตอง หรือทานตะวันป่า จะบานสะพรั่ง ไปทั่วหุบเขา สวยงามมากทีเดียว




9. อุทยานแห่งชาติภูเรือ 
เป็นภูเขาสูงใหญ่ บนยอดเขาเป็นที่ราบกว้างใหญ่ มีต้นสนขึ้นสลับซับซ้อน มีลักษณะแปลกคือ มีส่วนหนึ่งเป็นผา ชะโงกยื่นออกมาเหมือน หัวเรือสำเภาใหญ่ อุทยานแห่งชาติภูเรือ จุดที่น่าสนใจบนอุทยานได้แก่ ผาโหล่นน้อย ภูผาสาด และทะเลภูเขา ผาซับทอง หรือ ผากุหลาบขาว เป็นหน้าผาสูงชัน และแหล่งน้ำซับที่มีพืชน้ำไลเคนสีเหลืองคล้ายสีทอง ขึ้นเต็มไปทั่ว น้ำตกห้วยไผ่ เป็นน้ำตกที่ไหลจากหน้าผาสูงชัน ยอดภูเรือ เป็นจุดสูงสุดในอุทยานฯ สามารถมองเห็น แม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขงที่กั้นพรมแดนระหว่างไทย-ลาว




10. อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว
สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงที่ป่าปกคลุมอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี การเดินทางขึ้นดอยค่อนข้างลำบาก แต่เมื่อขึ้นไปถึงแล้วจะพบดอกไม้ป่า พันธุ์ต่าง ๆ เช่น ดอกหงอนนาค ดอกไม้ดินต่าง ๆ สวยงามมาก แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่น้ำตกภูสอยดาว และลานสน

ที่น่าสนใจอื่นๆที่ยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวไป
1. ปางอุ๋ง
หมู่บ้านรวมไทย เป็นหมู่บ้านโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ในพระบรมราชินูปถัมป์ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ


ลักษณะพื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บนยอดเขาสูง ริมอ่างเก็บน้ำเป็นแนวสนที่ปลูกเรียงรายอย่างกลมกลืน ยามพระอาทิตย์ขึ้นจะสะท้อนผืนน้ำเป็นลำแสงสีทองผ่านแนวสนเขียวขจี งดงามจนถือได้ว่าเป็นทะเลสาบที่สวยที่สุดในเมืองไทย เปรียบได้กับ นิวซีแลนด์เมืองไทย และเมื่อได้สัมผัสกับแปลงพันธ์ไม้เมืองหนาวหลากสีสันที่ปลูกประดับในโครงการ ฯ ซึ่งเปรียบเสมือนกับ สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย ปางอุ๋ง …เมื่อฟากหนึ่งเป็นนิวซีแลนด์ และอีกฝั่งหนึ่งเป็นสวิสเซอร์แลนด์


2. ปาย
ในฤดูหนาวที่เยือนมาอีกรอบหนึ่งของเมืองไทย หลายๆคนจัดแจงวางแผนบุกป่าผ่าเขาเพื่อค้นหาความเยือกเย็นที่ปีหนึ่งจะมีสักครั้งที่แน่ๆ เกือบทั้งหมดนั้นเดินทางขึ้นเหนือ จะไปที่ไหนก็ตามแต่ ที่นี่หลายคนบอกว่าไม่ควรพลาด อ.ปาย ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปาย เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขา สูงตระหง่านเป็นรอยต่อชายแดนไทย-พม่า ฤดูหนาวอากาศเย็นจัด เมืองเล็กๆแห่งนี้มักปกคลุมด้วยสายหมอก ละอองน้ำจางๆยามเช้า บรรยากาศอันเงียบสงบ ทุ่งนาสีเขียว ท้องฟ้าสีคราม กับแสงแดดอุ่นๆ ที่ทอดผ่านม่านหมอกหนา แลเห็นต้นสนไม้ยืนต้นเมืองหนาวสูงใหญ่เป็นทิวแถวตามเชิงเขา วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน ด้วยความเป็นเอกลักษณ์นี้ “ปาย”ได้ดึงดูดนักเดินทางให้มาสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งนี้
อ้วก + หลับ = แม่ฮ่องสอน

 3. ภูทับเบิก
ตั้งอยู่ที่ บ้านทับเบิก ต.วังตาล ห่างจากอ.หล่มเก่า 40 กม. และห่างจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ประมาณ 97 กม. มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,768 เมตร และเป็นจุดที่สูงที่สุดของเพชรบูรณ์ ชาวเพชรบูรณ์เรียกว่า “ภูทับเบิก”
ภูทับเบิก มีสภาพภูมิประเทศที่สวยงามด้วยธรรมชาติแบบทะเลภูเขา ป่าไม้ ต้นไม้เมืองหนาวและน้ำตก มีอากาศบริสุทธิ์ สภาพภูมิอากาศเย็นสบายตลอดปี เนื่องจากร่องลมเย็นจากเทือกเขาหิมาลัยและอยู่บนที่สูง จึงสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล โดยช่วงเข้าจะมองเห็นกลุ่มเมฆ และทะเลหมอกตัดกับยอดเทือกเขาเพชรบูรณ์
 
 




ปัจจุบันภูทับเบิกเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ซึ่งได้อพยพมาอาศัยอยู่ที่บ้านทับเบิก หมู่ที่ 14 และหมู่ที่ 16 ต.วังตาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ โดยอยู่ในความดูแลของศูนย์พัฒนาสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดเพชรบูรณ์ จึงทำให้ภูทับเบิกมีสีสันด้วยวิถีชาวไทยภูเขา ซึ่งประกอบด้วยอาชีพทำการเกษตรแบบขั้นบันไดตามเชิง
ก่อนตัดสินใจเดินทาง ขอให้เตรียมตัวให้พร้อม หากขับรถคนเดียวต้องจอดพักบ่อยๆ ตรวจสภาพรถก่อนเดินทาง แล้วอย่าลืมหยิบกระเป๋าตังค์ไปด้วยนะครับ
ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ ทุกๆคน
ขอขอบคุณสมาชิกมัลติพลายทุกท่านที่ส่งภาพสวยๆมาเพื่อเผยแพร่ความงามของเมืองไทย ไทยเที่ยวไทย ไปได้ทั้งปี

ด้